สถานที่ท่องเที่ยวแนะนำ 

อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน

     อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน เป็นอุทยานแห่งชาติใกล้กรุงที่มีนักท่องเที่ยวเดินทางมาเยือนอยู่เสมอ เพราะการเดินทางที่ใกล้กรุงเทพฯ อีกทั้งความอุดมสมบูรณ์ของผืนป่า จึงทำให้ที่นี่เป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่พิเศษสุด โดยเฉพาะการเดินทางมาแค้มป์ปิ้งเพื่อรอชมทิวทัศน์ของทะเลหมอกยามเช้า ซึ่งปกติมักจะพบเห็นได้เฉพาะบริเวณเทือกเขาสูงทางภาคเหนือ แต่มีให้ชมกันได้ง่ายๆ และใกล้กรุงเทพฯ  อุทยานแห่งชาติแก่งกระจานเป็นอุทยานแห่งชาติที่มีพื้นที่มากที่สุดในประเทศไทย มีสภาพป่าที่อุดมสมบูรณ์ เป็นป่าต้นน้ำของแม่น้ำเพชรบุรีและแม่น้ำปราณบุรี และมีลักษณะเด่นทางธรรมชาติที่สำคัญหลายแห่ง เช่น ทะเลสาบ น้ำตก ถ้ำ หน้าผาที่สวยงาม มีเนื้อที่ประมาณ 1,821,687.84 ไร่ หรือ 2,914.70 ตารางกิโลเมตร และได้รับการประกาศเป็นอุทยานแห่งชาติลำดับที่ 28 ของประเทศไทย เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2524 ต่อจากนั้นก็ยังมีการขยายเขตของอุทยานไปอีกจนถึงอำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ภายในอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ประกอบด้วยภูมิประเทศที่หลากหลาย ทั้งภูเขา ป่า น้ำตก ถ้ำ หน้าผา โดยเฉพาะอ่างเก็บน้ำเขื่อนแก่งกระจานนั้น เป็นทั้งสถานที่ท่องเที่ยวและเป็นแหล่งน้ำเพื่อการเกษตรที่สำคัญ ส่วนป่าไม้และภูเขาก็เป็นต้นน้ำของน้ำตกหลายสาย และเป็นต้นแม่น้ำเพชรด้วย

 

เขื่อนแก่งกระจาน

     เขื่อนแก่งกระจาน เป็นเขื่อนดินกั้นแม่น้ำเพชรบุรี ที่บริเวณเขาเจ้า และเขาไม้รวกประชิดกับ ตำบลแก่งกระจาน อำเภอแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี อยู่ทางด้านเหนือน้ำ ของเขื่อนเพชรขึ้นไปตามถนน 27 กิโลเมตร สันเขื่อนยาว 760 เมตร กว้าง 8 เมตร สูง 58 เมตร ระดับสันเขื่อน 106 เมตร จากระดับน้ำทะเลปานกลาง ฐานตอนที่กว้างที่สุด 250 เมตร สร้างเสร็จเมื่อปี พ.ศ. 2509 เป็นทะเลสาบน้ำจืดขนาดใหญ่ เหมาะสำหรับท่องเที่ยวพักผ่อนหย่อนใจ เขื่อนแก่งกระจาน อยู่ห่างจากตัวเมืองเพชรบุรี 53 กิโลเมตร และห่างจากอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน 3 กิโลเมตร เดินทางตามเส้นทางเดียวกับอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน

 

จุดชมวิว เขาพะเนินทุ่ง

เขาพะเนินทุ่ง ตั้งอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน อยู่ห่างจากที่ทำการอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ประมาณ50กิโลเมตร เป็นภูเขาสูงประกอบด้วยทุ่งหญ้ากว้างสูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ1,207เมตร ซึ่งบริเวณโดยรอบจะเป็นป่าดงดิบมีสัตว์ป่านานา ชนิดมากมายสภาพภูมิประเทศจะมีความ สมบูรณ์และมีทิวทัศน์ ที่งดงาม นอกจากนี้พะเนินทุ่งยังเป็นจุดชมทะเลหมอกที่สวยงามสามารถ ชม ได้ตลอดทั้งปีถึึแม้ว่าจะเป็นฤดูร้อนก็ตาม เพราะหมอกดังกล่าวเกิดจากต้นไม้ที่อุดมสมบูรณ์ที่คลายก๊าซคาร์บอนไดอ๊อกไซต์ ออกมาแล้วเกิดเป็นหมอกที่สวยงาม ในยามเช้าจะมองเห็นทะเลหมอกสีขาวปกคลุมทั่วหุบเขา เมื่อทะเลหมอกสลายตัวไป แล้วจะมองเห็น ผืนป่าดงดิบเบื้องล่างเบียดตัวกันแน่นท่ามกลาง เทือกเขาสลับซับซ้อนกว้างไกลสุดตา บางครั้งอาจพบนกเงือกกรามช้างบินอยู่เหนือผืนป่า ที่พะเนินมีอากาศหนาวเย็นตลอดปี โดยจุดชมทะเลหมอกจะสามารถชมได้ 2 จุด คือ จุดชมวิวกิโลเมตรที่ 30 และ 36

 

น้ำตกทอทิพย์

     น้ำตกทอทิพย์ จากจุดชมวิวกิโลเมตรที่ 36 อีกประมาณ 500 เมตร จะเป็นจุดเริ่มต้นในการเดินเท้าสู่ น้ำตกทอทิพย์ บริเวณนี้จะเป็นลานจอดรถ ถ้าท่านไม่แน่ใจว่ารถของท่านมีกำลังดีหรือไม่ ให้ท่านจอดรถไว้บริเวณจุดชมวิวกิโลเมตรที่ 36 เพราะทางลงไปลานจอดรถค่อนข้างชัน ความชันประมาณ 60 องศา ( ขาขึ้นรถของเพื่อนผมเกือบขึ้นไม่ได้ ) จากลานจอดรถเป็นจุดสิ้นสุดถนน จากนี้ไปเราต้องเดินเท้าไปยังน้ำตกทอทิพย์ ระยะทางประมาณ 3 กิโลเมตร ... ขาไปเป็นทางลงเขา เดินเท้าประมาณ 1 ชั่วโมง 15 นาที ก็จะถึงน้ำตกชั้นที่ 5 เดินลงไปอีกประมาณ 5 - 10 นาที ก็จะถึงน้ำตกชั้นที่ 1 สำหรับชั้นอื่นๆ ไม่มีทางเดินลงไป เป็นทางลาดชันและค่อนข้างรก จึงสามารถชมน้ำตกได้แค่ 2 ชั้น ... ขากลับ เป็นทางขึ้นเขา ใช้เวลาเดินเท้าประมาณ 1 ชั่วโมง 45 นาที ... ขอบอก ทาก ชุมมากๆ บางครั้งแกะที่เท้าซ้ายยังไม่เสร็จเลย มันก็กัดเข้าที่เท้าขวา ... หากท่านจะเข้าไปชมน้ำตกในหน้าฝน ควรเตรียมการป้องกันทากให้ดี เช่น ถุงกันทาก ตะไคร้หอม อื่นๆ แต่ท่านอย่าคิดนะครับว่า ทาก จะกัดท่านเฉพาะที่เท้า ตาตุ่ม หรือว่าที่น่อง เพราะว่าผมโดนกัดเข้าที่ท้องแขนด้านใน แล้วก็ที่โคนขาด้านนอก เหนือหัวเข่าขึ้นมาประมาณ 1 คืบ บางครั้งเจ้าหน้าที่บอกว่ามันกัดที่คอก็มี เพราะทากกัดเราจะไม่รู้สึกนะครับว่ามันกัด ( ผมกับเพื่อนโดนกันมาคนละ 2 ที่ครับ เลือดไหลเยอะเชียวละ ) ... ถ้าทากกัดแล้ว ท่านดึงมันออกมาแล้วเลือดไหล ไม่ต้องนำกระดาษทิชชูไปเช็คนะครับ ปล่อยให้เลือดแข็งตัวเอง เพราะถ้าท่านยิ่งเช็ด เลือดจะยิ่งไหลนะครับ " น้ำตกทอทิพย์ " การเดินทางไปน้ำตกทอทิพย์ของผม เริ่มที่พะเนินทุ่งแคมป์ 13.00 น. และกลับถึงพะเนินทุ่งแคมป์ 18.00 น. รวมแล้วประมาณ 5 ชั่วโมง ( เดินเท้าไปกลับ 3 ชั่วโมง อยู่ที่น้ำตกประมาณ 1 ชั่วโมง และเดินทางไปน้ำตก + กลับพะเนินทุ่งอีก 1 ชั่วโมง ) 

 

ผีเสื้อแคมป์บ้านกร่าง แก่งกระจาน

     เทศกาลดูผีเสื้อแก่งกระจาน จะเริ่ม ตั้งแต่กลางเดือนเม.ย.- มิ.ย. ของทุกปี ส่วนผีเสื้อที่พบในเขตอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน มีมากกว่า 250 ชนิด ฤดูกาลดูผีเสื้อที่ดีที่สุดและพบจำนวนผีเสื้อมากชนิดที่สุด คือช่วงวันที่ 1-30 เมษายนของทุกปี ซึ่งจุดชมผีเสื้อของอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ที่สามารถพบเห็นฝูงผีเสื้อที่บินไป มานับ พันตัวได้ คือ  แคมป์บ้านกร่างซึ่งที่นี่เป็นจุดศูนย์รวมของผีเสื้อหลากหลายสายพันธุ์ กว่า 200 ชนิดที่พบ ได้มากมาย ในช่วงฤดูร้อน ตามโป่งต่างๆที่หน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติแก่งกระจานที่ 4(บ้านกร่าง)เรียกได้ว่าจะสามารถชมผีเสื้อบินสยายปีกโชว์สีสัน ความสวยงามและเกาะกินโป่งกินน้ำหวานอยู่แถวบริเวณลำธารเมื่ออากาศร้อนจัด และแหล่งน้ำเริ่มแห้งเหือด บรรดาเหล่าผีเสื้อนานาชนิด จะพากันมาหา กินเกลือตาม ดินโป่งหรือแหล่งน้ำแฉะๆ มากมาย บางครั้งก็อาจพบการอพยพของ ฝูงผีเสื้อ นับแสนตัวอย่างไม่น่าเชื่อ พบนกและพืชพันธุ์สัตว์ป่า นานาชนิด
     เส้นทางผีเสื้อเริ่มจากที่กิโลเมตรศูนย์คือ บริเวณด่านตรวจเขา สามยอดถึงกิโลเมตรที่ 17  จะพบผีเสื้อได้ตามสองข้างทางตามโป่งดิน บริเวณแอ่งน้ำ มีผีเสื้อหนอนจำปีจุดแยก ผีเสื้อสะพายฟ้า ผีเสื้อวาวสีต่างฤดู ตามพุ่มไม้มีผีเสื้อกะลาสีธรรมดา ผีเสื้อสีตาลจุดตาห้า ผีเสื้อช่างร่อน ตามกองมูลสัตว์มี ผีเสื้อเหลืองหนามธรรมดา ผีเสื้อตาลหนามใหญ่  และที่หน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติที่ กจ. 4 (บ้านกร่าง) บริเวณด้านหลัง แคมป์บ้านกร่างเป็นลำธารที่มีผีเสื้อให้ชมนานาชนิด อาจพบผีเสื้อหางติ่งสะพายเขียวซึ่งเป็นผีเสื้อหายากชนิดหนึ่ง โดยช่วงเวลาที่เหมาะสมในการดูผีเสื้อ คือ ตั้งแต่เวลา 8.00 - 14.00 น.การดูผีเสื้อที่ แคมป์บ้านกร่าง  แก่งกระจาน  สามารถเที่ยวแบบไปเช้าเย็นกลับหรือค้างคืนก็ได้
     ช่วงที่ดีที่สุด ตั้งแต่กลางเดือนเม.ย. ถึง เดือน มิ.ย. ของทุกปี ดูผีเสื้อ บริเวณ กม.ที่ 10 - บ้านกร่าง - กม. ที่ 17 เวลา 08.0014.00 น.ช่วงเวลาที่ดีที่สุด ช่วงเช้าแสงแดดอ่อนราว 08.00 - 10.00 น.

 

โครงการชั่งหัวมันตามพระราชดำริ 

 โครงการชั่งหัวมันตามพระราชดำริ  ตั้งอยู่ใน อ. ท่ายาง จ. เพชรบุรี เกิดขึ้นจากความเอาพระทัยใส่ของ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพล อดุลยเดช ที่ทรงมีต่อเกษตรกรในการที่จะพัฒนาส่งเสริมอาชีพเกษตรกรรมให้ ประสบความสำเร็จและสามารถเลี้ยงดูตัวเองและครอบครัวได้อย่าง ยั่งยืน ประวัติที่มาของโครงการนี้ เริ่มตอนที่ตอนพระองค์ท่านประทับอยู่ ณ วังไกลกังวลแล้วมีชาวบ้านนำมันเทศมาถวาย ช่วงนั้นพระองค์ ต้องเสด็จกลับกรุงเทพ เลยรับสั่งให้ เจ้าหน้าที่นำหัวมันเทศนั้นไปวางไว้บนตาชั่งในห้องทรงงานจากนั้นก็เสด็จกลับกรุงเทพ เวลาล่วงเป็นเดือน เมื่อเสด็จกลับมาหัวหินทรงพบว่า มันเทศนั้นได้แตกใบ เลยตรัสว่า "มัน อยู่ที่ไหนก็ขึ้น"ดังนั้นจึงมีพระราชดำริให้จัดหาที่ดิน เพื่อทำโครงการด้านการเกษตร ปี พ.ศ. 2551 ก็ได้ซื้อที่ดินจำนวน 120 ไร่ และต่อมาในกลางปี 2552 ทรงซื้อที่ดินแปลงติดกันเพิ่มอีก ณ บ้านหนองคอไก่ ตำบลเขากระปุก อำเภอท่ายาง จังหวัดเพชรบุรี จำนวน 250 ไร่ เพื่อพัฒนาเป็นศูนย์รวบรวมพืชเศรษฐกิจนานาชนิด เพื่อเป็นแนวทางให้กับเกษตรกรโดยเฉพาะในพื้นที่อำเภอท่ายางจังหวัดเพชรบุรี ที่มีพื้นที่ค่อนข้าง แห้งแล้ง ทรงพระราชทานพันธุ์มันเทศซึ่งงอกออกมาจากหัวมันที่ตั้งโชว์ไว้บนตาชั่งในห้องทรงงานที่วังไกลกังวล ให้นำมาปลูกไว้ที่ที่ดินแปลงนี้พระราชทาน ชื่อโครงการว่า "โครงการชั่งหัวมัน ตามพระราชดำริ" โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้เสด็จพระราชดำเนินมาเยี่ยมโครงการนี้ด้วยพระองค์เอง มีพระตำหนักทรงงานที่ตั้งอยู่ภายในโครงการเป็นบ้านไม้สองชั้นเรียบง่ายที่ใช้ทรงงานและพักผ่อนพระอิริยาบถเมื่อครั้งเสด็จเยี่ยมโครงการนี้ รวมถึงรถที่ทรงใช้ทรงงานก็จอดอยู่ภายในบริเวณพระตำหนักด้วย

 

อุทยานศาสนาพระโพธิสัตว์กวนอิม

     อุทยานศาสนาพระโพธิสัตว์กวนอิม ตั้งอยู่ที่ตำบลพุสวรรค์  มีพื้นที่ประมาณ 180 ไร่ ภายในบริเวณแบ่งออกเป็น แดนมหายาน-เต๋า  แดนพุทธเกษตร  แดนอริยสงฆ์  รูปปั้นเทพต่างๆในศาสนาฮินดู-พราหมณ์  รูปปั้นเจ้าแม่กวนอิม ที่น่าสนใจคือ รูปปั้นพระแม่กวนอิมปางพันเนตรพันกรแกะสลักจากไม้การบูรหอมจากประเทศจีน องค์สูงใหญ่ที่สุดในโลก     ผู้สนใจสามารถเดินเที่ยวชมแวะสักการะจุดต่างๆ ในบริเวณได้  หรือ ใช้บริการรถพ่วง 10 บาทต่อคน    ภายในอุทยานยังมีที่พักแนวใหม่ย้อนยุคสู่ธรรมชาติ สอบถามได้ที่โทร. 08 9509 3832   อุทยานนี้เปิดทุกวัน เวลา 08.0018.00 น.  สนใจสอบถามรายละเอียดได้ที่อุทยานฯ โทร. 0 3242 2048-9, 08 9915 9668 หรือ  www.religiouspark.org, www.2539.org การเดิน ทางจากถนนเพชรเกษม บริเวณอำเภอท่ายางแยกเข้ามาตามเส้นทางเลียบคลองชลประทานถึงเขื่อนเพชร มีทางแยกขวาไปอุทยานพระโพธิสัตว์กวนอิมอีก 12 กิโลเมตร หรือจากถนนเพชรเกษมจะแยกเข้าทางอำเภอบ้านลาดก็ได้ เป็นระยะทางประมาณ 30 กิโลเมตร

     คำแนะนำ สำหรับนักท่องเที่ยวในการท่องเที่ยวในอุทยานศาสนาพระโพธิสัตว์กวนอิม โดยเริ่มจากการขึ้นรถรางและรถรางจะจอดให้เข้าไปไหว้พระรัตนตรัย ไหว้ขอพรพระสยามเทวาธิราช แล้วเดินไปแดนพุทธเกษตร ระหว่างทางเต็มไปด้วยคติธรรมคำสอนต่างๆ ก่อนจะแวะขอพรที่แดนมหายานเต๋า แล้วเดินเข้าไปที่ประตูแดนสุขาวดี ประตูทางเข้าที่ใช้ฝีมือช่างจากเมืองจีนมาออกแบบและก่อสร้าง ได้อย่างประณีตและสวยงาม และแวะคารวะท้าวจตุโลกบาลทั้งสี่ก่อนจะถึงนาทีที่สำคัญในการไปกราบไหว้ขอพร เจ้าแม่กวนอิมพันมือ ยังมีองค์สมมติเจ้าแม่กวนอิมหล่อด้วยโลหะ 4 ปาง ได้แก่ ปางยืนบนดอกบัว ปางยืนบนปลามังกร (หรือปลาตะเพียน) ปางยืนบนเต่า และปางยืนบนมังกร  นักท่องเที่ยวต้องพกแบงก์ 20 มาจ่ายค่าธูป เทียน ดอกไม้ เครื่องไหว้ และทำบุญทำทาน ผู้ที่มาที่นี่ต้องลอดผ่านซุ้มประตูใหญ่ ๆ ทางไปตำหนักเจ้าแม่ฯ ซุ้มประตูนี้จะมีมนต์ ล้างคุณไสยชั่วร้ายให้ออกจากตัวเราด้วย ไหว้ เสร็จขอแนะนำให้แวะทานอาหารและน้ำที่ครัวโรงบุญ มีที่ให้ทำบุญทำทานด้วย หรือจะไปที่ ครัว VIP ที่อยู่ตรงด้านหน้าแผนกต้อนรับก็ได้ อิ่มแล้วจะหนุนกุศลด้วยการซื้อวัตถุมงคลที่ศาลาบูรพาจารย์ก็ได้ มาที่นี่ไม่ต้องกังวลเรื่องความหิว ทางอุทยานมีอาหารเจให้ทานฟรี ไม่ต้องกังวลเรื่องห้องสุขา ทางอุทยานมีให้หลายจุดที่สะดวกและสะอาด นักท่องเที่ยวสามารถสบายใจได้ อาหารมีให้เลือกหลายอย่าง อร่อยมาก ค่าอาหารแล้วแต่เราจะทำบุญใส่ตู้ตามแต่นักท่องเที่ยวจะศรัทธา